ทำลายล้างสูงสุดของการรวมตัวกันของเวททั้งสี่จะไม่เป็นของผู้ใดผู้หนึ่ง หากใครที่ต้องการใช้พลังของเวทมนตร์อย่างเต็มประสิทธิภาพพวกเขาจะต้องยอมทำตามกฎต่างๆ
เหล่าเทพเจ้าบอกกับพระราขา Doric ว่า ในเมื่อเขาต้องการสันติภาพตัวเขาและลูกหลานของเขาจะต้องยอมรับหน้าที่ๆ จะต้องปกปักษ์รักษาหินเหล่านี้ไว้ เหล่าเทพเจ้าใช้หยดเลือดของพระราชา Doric ในการลงอาคมป้องกันหินไว้เพื่อเป็นการป้องกันขั้นสุดท้ายไม่ให้ใครนำหินไปใช้ได้อีก
หลังจากนั้นหินเวทมนตร์ก็ถูกนำไปทิ้งที่ภูเขาไฟทางใต้ของชายฝั่งของอาณาจักร Kryta และเหล่าเทพเจ้าก็จากโลกนี้ไปตลอดกาลโดยเชื่อว่าพวกเขาได้รักษาสมดุลของโลกและหลีกเลี่ยงความโลภได้สำเร็จ
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดีอยู่ระยะหนึ่ง ไม่มีเผ่าใดสามารถขึ้นมามีอำนาจเหนือเผ่าอื่นๆ และโลกก็กลับมามีสันติภาพอีกครั้ง
ร้อยปีต่อมาอาณาจักรของเหล่ามนุษย์ก็เจริญรุ่งเรือง เกิดกลุ่มที่มีอำนาจขึ้นมาในแต่ละประเทศ กลุ่มเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในนาม Guild (กิล) โดยเหล่ากิลเป็นผู้ที่กุมอำนาจของ Tyria ไว้ในกำมือ ถึงจะมีพระราชาหรือองค์กรที่มีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์และควบคุมระเบียบสังคม แต่ผู้ที่เป็นกำลังรักษากฎเหล่านี้คือเหล่ากิล (หรือเป็นผู้ละเมิดกฎเสียเองหากพวกเขาเห็นสมควร) เมื่อเหล่ากิลเหล่านี้เจริญเติบโตขึ้นเขตอำนาจของพวกเขาก็เริ่มเกิดการเหลื่อมล้ำกัน
ไม่มีสันติภาพใดที่อยู่ยืนยง สันติภาพของ Tyria จบลงเมื่อภูเขาไฟระเปิดและกระจายหินทั้งห้าไปทั่วทวีป เวทมนตร์ที่หินแต่ละก้อนเป็นตัวแทนก็เริ่มไหลซึมออกมาสู่โลก ถึงแม้ว่าหินทั้งห้า (เป็นที่รู้จักกันในนาม Bloodstone ) จะยังมิได้กลับมารวมตัวกัน แต่การที่มันมีตัวตนอยู่ในโลกก็เพียงพอที่จะจุดชนวนความโลภในจิตใจของมนุษย์
การแย่งชิงอำนาจเริ่มขึ้น และสงครามก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มนุษย์มิได้รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว กิลของสามอาณาจักรที่ทรงอำนาจที่สุดในทวีปต่อสู้กันเองเพื่อความเป็นใหญ่ พระราชาแห่ง Ascalon, Kryta, และ Orr ไม่มีอำนาจพอที่จะหยุดสงครามครั้งนี้ได้เพราะกองทัพของกิลมีกำลังเหนือกว่ากองทัพของประเทศทั้งสาม
สงคราม Guild Wars ดำเนินไปนับสิบๆ ปีโดยมีความกระหายอำนาจและอิทธิพลของ Bloodstone เป็นสาเหตุ สัญญาสงบศึกไม่สามารถรับงับสงครามได้ การเจรจาไม่เกิดผล สงครามกลืนกินชีวิตผู้คนนับแสน ครอบครัวต้องพลัดถิ่น เพื่อนบ้านกลายมาเป็นศัตรู ความสัมพันธ์อันดีของประเทศของมนุษย์ไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
ถึงแม้สงครามจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยมีผู้ชนะและผู้แพ้ แต่ก็ไม่มีประเทศใดที่สามารถก้าวขึ้นมาครองอำนาจสูงสุดเหนืออีกสองประเทศได้ เวลาผ่านไปความมั่งคั่งของแต่ละประเทศก็เริ่มถดถอย ประชากรเริ่มเบื่อหน่ายกับการต่อสู้ กองทัพเริ่มอ่อนแอจากการทำสงครามต่อเนื่อง
ในที่สุดสงครามก็ถึงจุดจบเฉกเช่นสิ่งอื่นๆ ในโลก แต่สงคราม Guild Wars มิได้จบลงด้วยสัญญาสงบศึก มิได้จบลงด้วยฮีโร่ผู้มีชัย สงคราม Guild Wars จบลงด้วยสงครามที่ยิ่งใหญ่กว่าซึ่งถูกนำพามาโดยพวก Charr พวกสัตว์ร้ายบุกมาจากทางทิศเหนือในจำนวนที่นับไม่ถ้วน พวกมันบุกมายังอาณาจักรของมนุษย์ทั้งสาม ทั้ง Ascalon, Orr, และ Kryta ซึ่งทำสงครามกับมาเป็นเวลาห้าสิบปีละทิ้งความแค้นหันหน้าเข้าหากันเพื่อปกป้องดินแดนของพวกเขาจากอันตรายใหม่นี้
แต่ละอาณาจักรก็มีวิธีในการต่อต้านการรุกรานที่แตกต่างกัน Ascalon ยืนหยัดสู้บนดินแดนของตนเนื่องจากพวกเขาไม่มีที่จะไปถึงแม้กองกำลังของพวกเขาจะร่อยหรอแต่พวกเขาก็สามารถตั้งแนวรับอยู่บนกำแพง Great Northern Wall แต่แนวรับของพวกเขาก็ไม่สามารถยืนหยัดได้นาน สงความเวทมนตร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันภายหลังในนาม the Searing กลายมาเป็นจุดพลิกผันของสงครามของ Ascalon โดยที่พวก Charr เรียกไฟและหินลาวาลงมาจากท้องฟ้าทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างเป็นบริเวณกว้างนับร้อยไมล์ เวทมนตร์เผาผลาญพื้นดินและบ้านเมืองของมนุษย์มันพัดผ่ากำแพงไปถึงเกือบถึงอาณาจักร Orr มนุษย์แห่ง Ascalon ที่รอดพ้นมาจากหายนะครั้งนั้นตอนนี้สามารถกลับไปยึด the Wall ได้และป้องกันมันจากการโจมตีเป็นครั้งครามของพวก Charr แต่ร่องรอยของอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองแห่งนี้ก็แทบจะไม่มีเหลือให้เห็นแล้ว
สงครามของพวก Orr ไม่เหมือนกับสงครามของ Ascalon ในการที่จะยับยั้งกองทัพที่กำลังรุกรานเข้ามาที่ปรึกษาของพระราชาแห่ง Orr หันไปพึ่งเวทมนตร์ด้านมืด เขาพบเวทมนตร์เก่าแก่ในห้องลับใต้ถนนของเมือง Arah เมื่อเขาเปิดคัมภีร์ร่ายเวทดังกล่าวก็เกิดการระเบิดครั้งมโหฬารซึ่งทำให้อหลมทั้งแหลมจมลงสู่มหาสมุทร ดินที่เกิดจากการระเบิดครั้งนั้นปดบังแสงแดนเป็นร้อยวัน ถึงแม้พวก Charr จะไม่สามารถบุกเข้ายึดเมือง Arah ได้แต่ประชาชนของ Orr ก็ตายกันเกือบหมดในวันนั้น
Kryta ไม่มีเวทมนตร์หรือกองกำลังเพียงพอที่จะยับยั้งพวก Charr ดังนั้นพวกเขาจึงหันไปพึ่งชายที่ชื่อ Saul D’Alessio และคำทำนายของเขาที่ว่าเทพเจ้าที่ไร้นามจะกลับมาเพื่อชวยพวกเขาทำสงคราม แต่ไม่ว่าจะด้วยฝีมือของเทพเจ้าใหม่นี้หรือโชคก็ตาม Kryta ก็สามารถยับยั้งพวก Charr ไว้ได้พวกเขาผลักดันพวกมันกลับไปยังดินแดนด้านเหนือจากที่พวกมันมา
เมื่อฝุ่นควันของสงครามเริ่มจางลง ในยุคต่อไปพวกเราเหล่ามนุษย์คงได้เรียนรู้จากบทเรียนของความผิดพลาดในอดีต บางทีพวกเราอาจเรียนรู้ว่าเวลาใดที่พวกเราควรปล่อยวางความเกลียดชังและหันมาร่วมมือกัน หรือไม่พวกเราก็อาจจะเจริญรายตามประเทศต่างๆ ในอดีต หันหลังให้ประวัติศาสตร์และมุ่งไปข้างหน้าเพื่อปลดปล่อยความชั่วร้ายใหม่ๆ เข้ามาสู่โลกของพวกเรา
หวังว่าเรื่องร้ายๆ จะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง หวังว่าพวกเราจะสามารถเรียนรู้จากบทเรียนของเรา
อ้างอิงจาก The History of Tyria ฉบับที่ 1
-Thadeus Lamount, นักประวัติศาสตร์
|